วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผีจีน

ผีจีน


จิ้งจอกเก้าหาง



                จิ้งจองเก้าหางหรืองหูลิจิงเป็นอีกหนึ่งในปีศาจที่น่าสนใจแต่ชาวจีนนั้นเชื่อว่ามันมีลักษณะที่คล้ายไปทางเทพหรือที่เราเรียกว่า “เซียน” มากกว่า  จิ้งจอกเก้าหางมากจากความเชื่อที่ว่าหากสะสมพลังมากพอสัตว์ชนิดใดๆก็สามารถแปลงร่างเป็นคนได้แถมยังมีพลังวิเศษและเป็นอมตะด้วย จิ้งจอกเก้าหางนั้นมีทั้งที่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับจิตใจของจิ้งจอกตนนั้นๆ
ตำนานส่วนใหญ่มักจะเล่าว่าจิ้งจอกเก้าหางเมื่อแปลงร่างเป็นคนจะเป็นหญิงสาวที่สวยมาก มันจึงใช้ความสวยหลอกล่อชายหนุ่มและใช้เล่ห์เหลี่ยมกับพลังวิเศษก่อให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวง


ผีดิบ(เจียงซือ)



                การที่ศพจะกลายเป็นผีดิบได้นั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งการที่มีคนปลุกศพนั้นขึ้นมา มีวิญญาณอื่นเข้าสิงศพนั้น ตายก่อนวัยอันควรหรือฆ่าตัวตาย และในคนที่ยังมีชีวิตอยู่หากถูกผีดิบกัดเข้าละก็ เชื้อผีดิบจะเข้าสู่ร่างกายทำให้จะค่อยๆกลายเป็นผีดิบตามไปด้วย  ตัวของผีดิบจะเป็นสีขาวซีดปนเขียวว่ากันว่าเป็นเพราะเชื้อราที่ขึ้นตามผิวหนังของพวกมันนั่นเอง และที่ต้องเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดเป็นเพราะเมื่อคนตายไปนานเข้าศพจะแข็งทำให้งอแขนงอขาไม่ได้เลยต้องกระโดดแทนการเดิน


สิงเทียน



                ชื่อของปีศาจจากจีนตนนี้แปลว่า “ผู้ถูกลงโทษจากสวรรค์” สิงเทียนเป็นยักษ์หัวขาดตามตำนานโบราณของจีน คือมีแขน ขา ลำตัว เหมือนคนปกติแต่ไม่มีคอกับหัว และถึงแม้จะไม่มีหัวแต่สิงเทียนก็ยังมีตา ซึ่งอยู่ตรงส่วนหน้าอกทั้งสองข้าง และปากของมันไปอยู่ตรงสะดือ 
                ตำนานเล่าว่าแต่เดิมเจ้ายักษ์ตนนี้มีคอกับหัวเป็นปกติ แต่วันหนึ่งมันได้ไปต่อสู้กับจักรพรรดิองค์หนึ่ง แล้วพลาดพลั้งถูกองค์จักรพรรดิตัดหัว แทนที่จะตายสิงเทียนกลับเริ่มเดินหาหัวของมัน องค์จักรพรรดิจึงเอาหัวของมันไปซ่อน  ตั้งแต่นั้นมาตรงหน้าอกของสิงเทียนจึงกลายเป็นดวงตาและสะดือก็กลายเป็นปาก แต่เป็นแค่เพียงรูปตาและปากเท่านั้น ไม่สามารถใช้มองหรือกินอะไรเข้าไปได้จริงๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือบุกป่าช้าท้าผีเอเชีย

ผีญี่ปุ่น

ผีญี่ปุ่น


Kamai-tachi คาไมทาจิ



คาไมทาจิ เป็นภูติลมตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เคลื่อนไหวรวดเร็วเหมือนลม ตามตำนานเล่าว่า คามัยทาจิอาศัยอยู่บนภูเขา มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว จะทำอันตราย เมื่อมีนักเดินทางผ่านมาจะเจอกับลมพายุหมุน โดยตัวแรกจะชนเหยื่อในล้ม ตามด้วยตัวที่สองฟันเหยื่อให้เป็นแผล ส่วนตัวสุดท้ายจะทายาแก้ปวดให้กับเหยื่อ แต่ยังไม่จบแค่นั้น คาไมทาจิ มีนิสัยรักการต่อสู้ ซึ่งไม่ไม่รู้ว่าไปรักตั้งแต่ตอนไหน คาไมทาจิฟันแล้วไม่ทิ้งอย่างแน่นอน แต่จะทายาและฟันซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะพอใจ นิสัยอย่างนี้แม้แต่ผีด้วยกันเองยังขยาด


Hanako-san  ฮานาโกะซัง



ฮานาโกะซัง ตำนานเมืองสมัยใหม่ที่นิยมมากในญี่ปุ่น โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ที่จะใช้ตำนานนี้ในการวัดความกล้าสำหรับบรรดาน้องใหม่ทั้งหลาย ฮานาโกะซัง คือ เด็กผู้หญิงในชุดเอี๊ยมกระโปรงแดง ตัดผมสั้นทรงกะลา ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงหนูหิ่นอินเตอร์ของบ้านเราไว้ นั่นแหละคือฮานาโกะซัง วันหนึ่งตอนพักกลางวันเธอแอบเข้าไปในห้องน้ำแล้วออกมาไม่ได้ เด็กสาวจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการจับแมลงและกินน้ำที่อยู่ในห้องน้ำนั้นเพื่อประทังชีวิต แต่น่าเสียดายที่แมลงในห้องน้ำนั้นไม่สามารถทำให้เธอรอดชีวิตได้ เธอจึงกลายเป็นวิญญาณที่ถูกขังอยู่ในห้องน้ำนับแต่นั้นมา การที่จะพบฮานาโกะซังได้นั้นจะต้องเคาะประตู 3 ครั้ง ในห้องน้ำห้องที่ 3 ชั้นที่ 4 ของโรงเรียน บ้างก็ว่าห้องสุดท้ายทางขวามือ แล้วถามว่า ฮานาโกะซัง เธออยู่ในนั้นไหมไม่ก็ ฮานาโกะซัง มาเล่นกันเถอะถ้าเธอตอบ ฉันอยู่นี่หรือ ค่ะ...หลังจากนั้นก็แล้วแต่แล้วล่ะ ว่าจะวิ่ง หรือจะเล่น


Camelia คาเมเลีย



คาเมเลีย เป็นดอกไม้ในตระกูลชา ดอกเป็นสีขาวและชมพู แต่บางครั้งพบสีแดงคล้ายเลือด ซึ่งมีความหมายว่า ความโศกเสร้าอันน่าสลด ตำนานคาเมเลียเป็นที่กล่าวขวัญกันในโรงเรียนประถมของญี่ปุ่น เพราะนิยมปลูกเจ้าคาเมเลียไว้ประดับโรงเรียน เมื่อพอถึงฤดูใบไม้ร่วงดอกของต้นคาเมเลียก็จะหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้นทางเดินของโรงเรียน ถ้าเกิดมันเป็นสีแดง คงคล้ายกับว่าพื้นนั้นถูกย้อมไปด้วยเลือด ตำนานอาถารรพ์ของต้นคาเมเลีย เริ่มในสมัยโบราณของญี่ปุ่นที่ยังคงมีระบบศักดินา มีเจ้าหญิงไร้นามผู้หนีภัยทางการเมือง แต่โดนฝ่ายตรงข้ามจับได้ซะก่อน เธอจึงกลายเป็นเฉลยสงครามและถูกจับมัดไว้กับต้น คาเมเลีย จากนั้นถูกทรมานสารพัดเพื่อบังคับให้เปิดเผยข้อมูลของราชสำนัก ส่วนเจ้าหญิงเองก็เป็นคนดีเก็บเงียบไม่ยอมปริปากบอกอะไรแก่ศัตรู จนในที่สุดก็เสียชีวิตและถูกฝังศพไว้ใต้ต้นคาต้นคาเมเลียนั้น  ต้นคาเมเลียจึงสูบเลือดเจ้าหญิงแทนน้ำ ส่วนวิญญาณแค้นทำให้ดอกคาเมเลียกลายเป็นสีเลือด เด็กๆ จึงเชื่อกันว่าต้นคาเมเลียในโรงเรียน เป็นต้นไม้ที่สูบเลือดของเจ้าหญิง และเป็นที่น่าประหลาดใจเพราะตำนานนี้ไม่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่กลับสามารถระบุวันที่เจ้าต้นคาเมเลียจะออกดอกสีแดงได้  นั่นคือ วันที่ 15 มิถุนายนของทุกปี



ผีไทย

ผีไทย


กุมารทอง



กุมารทอง เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของไทยเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ที่มาของกุมารทองมาจากการเลี้ยงภูตผีปีศาจไว้ใช้งาน โดยกุมารทองจะเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชาย หากเป็นวิญญาณผู้หญิงที่คนเลี้ยงไว้จะเรียกว่า "โหงพราย"
กุมารทองนั้นแรกเริ่มเดิมทีมาจากวิญญาณของเด็กที่ตายในท้องแม่หรือที่เรียกว่าตายทั้งกลม ผู้มีวิชาอาคมจะไปนำพาวิญญาณเด็กนั้นมาเลี้ยงไว้เป็นลูก จากหลักฐานที่พบในเอกสารโบราณระบุถึงการทำกุมารทองสรุปว่า ต้องหาศพที่ตายทั้งกลม แล้วประกอบพิธีกรรมผ่าเอาศพทารกในท้องนั้นมาย่างไฟให้แห้งสนิทก่อนรุ่งอรุณ แล้วจึงลงรักปิดทองให้ทั่ว ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่ากุมารทอง ต่อมาสภาพสังคมและวัฒนธรรมพัฒนาไปมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างกุมารทองจากศพทารกจริง ๆ ได้ จึงได้มีการดัดแปลงกรรมวิธีการสร้างกุมารทองขึ้น โดยใช้ดินเจ็ดป่าช้าบ้าง ไม้รักซ้อนหรือไม้มะยมบ้าง ไปจนถึงโลหะ มาสร้างเป็นรูปกุมาร แล้วปลุกเสกตั้งจิต ตั้งธาตุทั้ง 4 และเรียกอาการสามสิบสองให้บังเกิดเป็นจิตวิญญาณของเด็กขึ้นมา
กุมารทองปัจจุบันนิยมสร้างเป็นรูปเด็ก ลักษณะเป็นเด็กไว้จุก นุ่งโจงกระเบนอย่างโบราณ[ต้องการอ้างอิง] กลายเป็นเครื่องรางของขลัง เชื่อกันว่าเสมือนมีวิญญาณเด็กอยู่ในรูปกุมารนั้น ผู้บูชาต้องเลี้ยงดูเหมือนลูกของตน ต้องให้ข้าวน้ำเซ่นสรวงและต้องเรียกให้กินข้าวด้วย กล่าวกันว่าหากปฏิบัติดูแลดีกุมารทองก็จะช่วยค้ำคูณ อาทิ ช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าของและครอบครัวจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ช่วยให้ทำมาค้าขึ้น ไปจนถึงเตือนภัยล่วงหน้าอีกด้วย และจะคอยติดตามเฝ้าระวังบ้านเรือนจากโจรผู้ร้ายและศัตรูไม่ให้มากล้ำกราย ปัจจุบันผู้บูชานิยมไหว้ด้วยน้ำแดง เรื่องราวของกุมารทองถูกกล่าวถึงใน วรรณคดีไทย เช่น ขุนช้างขุนแผน บ้างก็นับลูกกรอก เป็นกุมารทองด้วย เครื่องรางอีกประเภทหนึ่งที่คล้ายกันคือรักยม ทั้งกุมารทองและรักยมปัจจุบันยังมีผู้นิยมบูชากันอยู่ไม่น้อยในสังคมไทย


โขมด



                ผีโขมดเป็นหนึ่งในผีจำพวกผีกระสือและผีโพงคือมีแสงเรืองในตัวเองเป็นผีไม่มีรูปร่าง จะเห็นเป็นเหมือนลูกไฟดวงโตลอยไปลอยมาในเวลากลางคืนในวันที่มีน้ำแฉะ ผีโขมดเป็นผีที่ไม่ทำอันตรายใครเพียงแต่จะหลอกให้คนเดินหลงทางเท่านั้นเพราะในยามค่ำคืนหากเราเห็นแสงไฟทางไหน เราก็จะเดินเข้าไปหา เพราะคิดว่าเป็นทางที่มีคนอยู่ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆลูกไฟนั้นก็หายไป แต่ใครที่อาศัยอยู่ในเมืองคงพบเจอผีโขมดได้ยาก เนื่องจากมีแสงไฟจากบ้านพักอาศัย เสาไฟ ป้ายโฆษณา และร้านค้าต่างๆมากมาย



นางตานี



                เป็นผีผู้หญิงผมยาว รูปร่างดี หน้าตาสะสวย มีกลิ่นตัวหอม ปากแดง ห่มผ้าสีเขียว และนุ่งโจงกระเบนแบบสมัยโบราณสิงสถิตอยู่ในต้นกล้วยตานีตายพราย(กล้วยตานีที่ออกปลีแล้วตาย) มักปรากฏให้เห็นในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง 
ผีนางตานีมักมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายหนุ่มและหากชายหนุ่มคนนั้นคิดนอกใจไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่น นางตานีก็จะตามไปหักคอด้วยความหึงหวง  ทำให้คนในสมัยโบราณไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้านเพราะกลัวจะมีผีนางตานีเข้ามาสิงในต้นกล้วยนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือบุกป่าช้าท้าผีไทย